Skip to content Skip to footer

SME ไทยต้องปรับตัว! เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนที่คน แต่ทุกธุรกิจต้องมี AI เป็นตัวช่วย

KOSA AI ผู้ช่วยทีมขาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกธุรกิจ หลายองค์กรใหญ่เริ่มนำ AI มาใช้ตั้งแต่เรื่องของการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการขายและบริการลูกค้า แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่า AI จะเข้ามาแย่งงานคน หรือมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่ไกลตัวเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่ และธุรกิจที่ยังไม่เริ่มปรับตัวอาจกำลังเสียเปรียบคู่แข่งอยู่

ธุรกิจ SME ไทย ยังคงอยู่ในความเสี่ยง

SME เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย แต่ก็ถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเช่นกัน หลายปัจจัยล้วนส่งผลให้ SME จำนวนมากต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านกำไรและสภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับสินค้านำเข้า สงครามการค้ารอบใหม่ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ผันผวน รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิต การค้า และบริการ ผู้ประกอบการต้องรับมือกับการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า มีระบบที่มีประสิทธิภาพกว่า และใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยได้ดีกว่า ในขณะที่ SME ยังพึ่งพาวิธีการทำงานแบบเดิม ซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงเรื่อยๆ โจทย์สำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “จะขายได้ไหม” แต่คือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจทำกำไรและอยู่รอดในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

แม้เผชิญความท้าทาย แต่ SME ไทยก็ยังเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ

ท่ามกลางแรงกดดันมากมาย แต่ SME ไทยยังคงเป็นฐานรากที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยมีผู้ประกอบการมากกว่า 3.2 ล้านราย หรือเกือบทั้งหมดของผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งได้สร้างการจ้างงานให้คนไทยกว่ากว่าสองในสามของแรงงานทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคบริการและการค้า ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของคนจำนวนมาก

ในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจ SME สร้าง GDP คิดเป็นกว่าหนึ่งในสามของประเทศ และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้การเติบโตในอนาคตจะไม่สามารถอาศัยปัจจัยภายนอกอย่างเดียวได้อีกต่อไป หากธุรกิจต่างๆ ไม่เร่งพัฒนาศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการทำงาน

เมื่อ SME ไทยใช้ AI ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ SME ไทยกำลังเผชิญ คือภาพรวมการใช้งาน AI ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่นำมา AI มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างจริงจัง

เมื่อประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเร่งลงทุนและประยุกต์ใช้ AI ในการบริหาร การขาย และการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ช่องว่างด้านขีดความสามารถในการแข่งขันก็เริ่มขยายออกไป หาก SME ไทยยังคงชะลอการปรับตัวอยู่ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ความแตกต่างนี้อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่าธุรกิจใดจะอยู่รอด และธุรกิจใดจะค่อยๆ หายไปจากตลาด

ข่าวดีคือการเริ่มใช้ AI ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงเหมือนในอดีต ซึ่ง SME สามารถเริ่มจากการนำ AI มาแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น การจัดการลูกค้า การติดตามงานขาย หรือการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเริ่มต้นสร้างความคุ้นเคย ก่อนจะขยายไปสู่การใช้งานในระดับที่ลึกขึ้น

ปัญหาที่แท้จริงของ SME ไม่ใช่ AI แต่คือวิธีการทำงานแบบเดิม 

เมื่อพูดถึง “ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชัน” เรามักได้ยินความกลัวจากผู้ประกอบการว่า AI จะเข้ามาแทนที่คน จนนำไปสู่การตัดสินใจชะลอการลงทุนด้านเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามว่า “ธุรกิจแบบเรา ต้องใช้ AI จริงไหม?” ซึ่งความกลัวนี้ถือเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะในสายงานที่มีความซ้ำซ้อน หรือสามารถทำ Automation ได้ง่าย แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป AI ไม่ได้มาแทนที่คนในทุกหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานได้ดีขึ้น และช่วยให้คนไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความสามารถของมนุษย์จริงๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์ลูกค้า การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้

สำหรับ SME ไทย ปัญหาที่ฉุดรั้งการเติบโต คือการยังคงใช้รูปแบบการทำงานที่ไม่สอดรับกับโลกยุคดิจิทัล เช่น

– กระบวนการขายแบบ Manual ที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือช่วยติดตาม Lead หรือจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ

– ข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจาย อยู่ในไฟล์ Excel หรือช่องทางอื่นๆ ทำให้การวิเคราะห์และติดตามผลยาก

– ทีมขายต้องทำงานซ้ำซ้อน เช่น การ Follow Up ซ้ำๆ หรือการป้อนข้อมูลเข้า CRM ด้วยตัวเอง

สิ่งเหล่านี้ทำให้ SME เสียเวลาไปกับงานซ้ำซ้อน และตัดสินใจทางธุรกิจจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ในขณะที่คู่แข่งเริ่มใช้ AI เพื่อช่วยประมวลผลข้อมูล คาดการณ์แนวโน้ม และเพิ่มโอกาสในการปิดขายได้แม่นยำกว่าเดิม

Looloo Technology เห็น Pain Point จึงพัฒนา AI Tools เพื่อช่วยยกระดับทีมขาย 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในตอนนี้เครื่องมือ AI สำหรับธุรกิจเริ่มมีบทบาทมากขึ้น หนึ่งในแนวคิดที่ตอบโจทย์ SME คือการใช้ AI เป็นผู้ช่วย เช่นเดียวกับแนวคิดของ Looloo Technology ที่พัฒนา KOSA ขึ้นมาให้เป็นเครื่องมือ AI ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับทีมขาย ช่วยให้ธุรกิจรู้เทรนด์ตลาด รู้ข้อมูลคู่แข่ง รู้ความต้องการของลูกค้า และปรับกลยุทธ์การขายได้ก่อนใคร KOSA ประกอบด้วย 4 ฟีเจอร์เด่น ได้แก่

– รู้ลึกทุกหน้างาน : AI สรุปรายงานจากพนักงานขายทุกคน ช่วยให้เห็นเทรนด์และปัญหาแบบ Real-time บน Dashboard เดียว

– คุยกลยุทธ์กับ AI : พิมพ์ถามได้ทันที รู้ลึกทุกข้อมูลภายในบริษัท ช่วยวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

– ปั้นทีมขายมือโปร 24 ชั่วโมง : ฝึกพูด Sales Script ผ่าน LINE พร้อม AI ตรวจจับความถูกต้อง ให้ Feedback ทันที เก่งขึ้นได้ทุกวัน

– ใช้ง่าย ไม่ต้องโหลดแอป : ทำงานบน LINE 100% ทีมขายรายงานง่าย ผู้บริหารดูข้อมูลได้ทันที ไร้รอยต่อ

นอกจากนี้เรายังใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล จึงมั่นใจได้ว่าทุกข้อมูลทางธุรกิจจะไม่รั่วไหล เพราะได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยสารสนเทศระดับสากล ISO 27001

สำหรับธุรกิจที่ไหนที่สนใจใช้ KOSA เครื่องมือ AI ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับทีมขาย ปรึกษาทีมงานของเราได้ที่ 02-028-7557 หรือ คลิก

สรุป : ปรับตัวให้ทัน AI – ไม่ใช่เพื่อแทนที่คน แต่เพื่อให้ธุรกิจเติบโตและเดินหน้านำคู่แข่ง

สำหรับการทำธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจยังคงผันผวน การยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญในการพัฒนาและเติบโต ซึ่งทุกวันนี้มีเครื่องมือ AI มากมายที่ SME สามารถเริ่มใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนมหาศาล และสามารถช่วยทีมขายจัดการงานที่ซ้ำซ้อน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และทำให้การติดตามผลเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ที่พร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลง ก็เปรียบเสมือนเป็นการยกระดับให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดโอกาสแห่งการเติบโตและอยู่เหนือคู่แข่งได้ไม่ยาก

—————————-

Looloo Technology is a leading AI consulting company, renowned for delivering cutting-edge and customized AI and Data Analytics solutions, with expertise in predictive analytics, natural language processing (NLP), intelligent document processing (IDP), and automatic speech recognition (ASR), Our application of design thinking methodology ensures a deep understanding of our clients, complemented by a strategic consulting approach to identify areas for maximal impact. Emphasizing rigorous user testing, we fine-tune our solutions to precisely meet the users needs.

Our team is a collective of exceptional individuals with global experience handpicked from top institutions. Their relentless pursuit of excellence and commitment to innovation is what sets us apart and help bring our clients substantial growth and profitability.

🌐 Website : www.loolootech.com

📱 Facebook : Looloo Technology

📸 Instagram : loolootech

🎥 TikTok: @loolootech

 

Related news

ปลดล็อกเคล็ดลับ จับกระแสธุรกิจกับ The Unlock ถอดรหัสคนสร้างแบรนด์ กรุงเทพธุรกิจ เจาะระบบ AI ของ Looloo Technology

พูดคุยกันแบบเจาะลึกกับเรื่องของ Small Data ที่เข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจ SME โดดเด่นเหนือคู่แข่ง

Predictive AI Looloo FMCG

เจาะลึก 3 เทรนด์ AI พลิกโลก FMCG ปี 2026: เมื่อ “ข้อมูล” สำคัญกว่า “สินค้า” Predictive AI ทางรอดของธุรกิจไทย

คำถามสำคัญของผู้บริหารในปี 2026 จะไม่ใช่ “เราจะขายอะไร” แต่คือ “พรุ่งนี้ลูกค้าต้องการซื้ออะไร?” 3 เทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมธุรกิจ FMCG พร้อม Use Case จริงที่พิสูจน์แล้วว่าสร้าง Impact มหาศาล

Small data sme looloo

ยุค Big Data กำลังจบลง ได้เวลา Small Data พลิกธุรกิจด้วย AI

ยุคที่องค์กรเชื่อว่า “ยิ่งเก็บข้อมูลมากเท่าไรก็ยิ่งดี” กำลังจะหมดไป เพียง 23% ของบริษัทเท่านั้นที่เชื่อว่า Big Data ช่วยตัดสินใจได้จริง